Be My Guest: 15 most famous guests in records

posted on 18 Nov 2009 14:48 by drwinston  in music

ผมคงไม่พูดถึงเพลงฮิปฮอปยุคใหม่ที่การมีแขกรับเชิญมาช่วยแร็ปถือเป็นเรื่องปกติมากกว่าไม่มี หรือในวงการแจ๊ซที่เดินเล่นเข้าออกในแผ่นเสียงของเพื่อนฝูงกันสนุกสนานก็คงไม่ไปยุ่งด้วย แต่จะเล่าถึงการ"เชิญแขก"มาช่วยเล่นดนตรีในเพลงฮิต15เพลงตั้งแต่อดีตที่ผ่านมาที่ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องทั้งในแง่ของผู้เชิญและผู้ถูกเชิญ

 

ทำไมนักดนตรีถึงต้องเชิญ"แขก"มาเล่นดนตรีด้วย? เหตุผลมีแตกต่างกันไป ตั้งแต่เหตุผลอนาถๆทางพาณิชย์ด้วยหวังว่าชื่อเสียงของแขกจะช่วยฉุดยอดขายให้ เหตุผลที่น่าสงสาร-นักดนตรีในวงไม่มีปัญญาเล่น  หรือเหตุผลที่ไม่น่าจะเป็นเหตุเป็นผล-เชิญแขกเข้ามาเล่นเพื่อให้คนในวงเลิกทะเลาะกัน! ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลใด อย่างน้อยที่สุด การมีแขกรับเชิญมาร่วมสังคายนาด้วยก็มักจะให้ผลในทางที่ดีแก่เจ้าบ้านเสมอๆ แต่บางครั้งก็"ดีเกินไป" จนกระทั่งผู้ฟังชักจะแยกไม่ออกว่าใครเป็นเจ้าของบ้านกันแน่ฟะ?

 

แรกเริ่มคัดมาได้ 30 เพลง แต่คงจะมากมายชวนเลี่ยนเกินไป ตั้งใจว่าจะตัดให้เหลือแค่ 10 แต่สุดท้ายก็เฉือนไม่ลง ได้แค่ 15 ครับ และจัดอันดับความยิ่งใหญ่และลงตัวของการเชิญแขกไว้ด้วย โดยพิจารณาในหลายๆด้าน อาทิ ความสมบูรณ์แบบของความลงตัวของแขกกับเจ้าบ้าน ความน่าตื่นตะลึง ความเป็นที่นิยม.... และความเป็นอมตะ เป็นต้น

 

มาเริ่มกันที่อันดับ 15 ที่บางทีอาจจะเป็นการเชิญแขกที่ล้มเหลวที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เพลงป๊อบ

 

เพลงใครหว่า?

 

15.Easy Lover - Philip Bailey (Phil Collins-ร้อง,กลอง)

 

 

ฟิลิปเป็นนักร้องคนหนึ่งของวงฟังกี้-โซลชื่อกระฉ่อน Earth, Wind & Fire และเขาก็ชวนฟิล คอลลินส์ (ผู้ซึ่งขณะนั้นเป็นศิลปินมือทองที่สุดแห่งยุค) มาโปรดิวซ์อัลบั้มเดี่ยวชุดที่สองของเขานี้ให้ และทุกวันนี้ก็ไม่มีใครจำเพลงใดๆจากอัลบั้มนี้ได้อีกนอกจาก Easy Lover ที่สองหนุ่มร้องคู่กัน และแย่ไปกว่านั้นหลายคนคงไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่านี่ มันเพลงของฟิลิปนะว้อย ไม่ใช่ฟิล และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ทั้งสองคนได้ทำงานร่วมกัน

 

Guest Power=60/100

 

หาฟังได้ใน Philip Bailey-Chinese Walls

 

หนึ่งดิว่ามาร้องกับหลานๆ

 

 

14.What Have I Done To Deserve This?-Pet Shop Boys (Dusty Springfield-ร้อง)

 

 

สองหนุ่มซินธ์ป๊อบที่กำลังดังระเบิดในยุคต้น80's เลือกท่านป้าดัสตี้มาร้องในเพลงนี้ถือเป็นความสัมพันธ์แบบ win-win โดยแท้ โดย PSB ก็ได้เสียงเท่ๆของเจ้าป้ามาประดับเพลง ที่แม้เธอจะร้องไม่กี่ท่อนแต่ก็เฉียบขาดเหลือหลาย ส่วนเจ้าป้าก็ได้เปิดตลาดสู่วงกว้างอีกครั้งด้วยการเกาะติดชายผ้าเหลืองของเด็กร้านสัตว์เลี้ยงสองคนนี้ เพราะเพลงๆนี้ทำให้ผมได้ค้นพบเพลงเพราะๆอีกมากมายของเจ้าป้า โดยเฉพาะ Son Of A Preacher Man ที่เป็นหนึ่งในเพลงที่ยอมตายไปกับมันได้ตลอดกาล....(อยู่ในหนัง Pulp Fiction ด้วยนะ)

 

Guest Power=72/100

 

หาฟังได้ใน Pet Shop Boys-Actually

 

จังหวะแห่งการชิ่งหญิง (50 แบบ)

 

13.50 Ways To Leave Your Lover -Paul Simon (Steve Gadd-กลอง)

 

 

การตีกลองของยอดมือกลองห้องอัดสตีฟ แกดด์นั้นมีบุคลิกที่เคร่งครัด ทุกๆโน้ตที่แกฟาดลงไปบนแผ่นหนังและฉาบแฉถูกคำนวณไว้ตั้งแต่แกออกจากบ้านเมื่อเช้า การเดินจังหวะตลอดเพลงของแกดด์ใน 50 Ways... เป็นหนึ่งในผลงานที่สร้างชื่อให้แกดด์ที่สุด เรียกว่านอกจากเสียงร้องของไซมอนแล้ว นี่เป็นสิ่งแรกที่แฟนเพลงนึกถึงเมื่อพูดถึงเพลงนี้ (อนึ่ง มันมีไม่ถึง 50 วิธีหรอกครับที่จะพอลแนะนำไว้ในเพลงนี้...ในการที่จะทิ้งแฟนคุณ)

 

Guest Power=75/100

 

หาฟังได้ใน Paul Simon-Still Crazy After All These Years

 

ต้องผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

 

12.Innuendo-Queen (Steve Howe-กีต้าร์)

 

 

 สตีฟ ฮาวโชว์การเล่นกีต้าร์ฟลาเมงโกอย่างเหนือชั้นในท่อนกลางของเพลงนี้ จากอัลบั้มสุดท้ายที่เฟรดดี้ทำไว้กับควีน และมันก็กลายเป็นเพลงยิ่งใหญ่เพลงท้ายๆของพวกเขา ไบรอัน เมย์มือกีต้าร์ตัวจริงของควีนยังยอมรับอย่างหน้าชื่นหัวบาน(ฟู)ว่า เขาเล่นสไตล์นี้ไม่ได้จริงๆเลยต้องเชิญฮาวมาโซ้ยแทน ซึ่งน่าจะเป็นของหวานสำหรับเซียนกีต้าร์สารพัดพิษอย่างฮาว... เข้าทางอยู่แล้ว

 

Guest Power=75/100

 

หาฟังได้ใน Queen-Innuendo

 

ขอบคุณค่ะ/ครับ

 

11.Stan – Eminem (Dido-sampling vocal)

 

ถ้าไม่มีเสียงร้องเพราะๆที่ตัดมาจากเพลง Thank You ของ Dido แทรกอยู่ใน Stan ผมก็มั่นใจว่าเพลงนี้จะไม่ดังติดตลาดและกลายเป็นหนึ่งในเพลงฮิปฮอปคลาสสิกตลอดกาลเช่นนี้ และในขณะเดียวกัน สาวน้อย Dido ก็คงไม่ได้กลายเป็นศิลปินหญิงที่ขายอัลบั้มได้มากที่สุดคนหนึ่งแห่งทศวรรษถ้าเธอไม่ให้หยิบยืมเพลงนี้มา ลองพิสูจน์กันอีกระดับหนึ่งก็ได้กับการฟังเพลงนี้ในเวอร์ชั่นที่เปลี่ยนเสียง Dido เป็น Elton John!

 

Guest Power=75/100

 

หาฟังได้ใน Eminem-The Marshall Mathers LP (เวอร์ชั่นเอลตัน จอห์นอยู่ในรวมฮิต Curtail Call)

 

มนต์วูดูและวินวู้ด

 

10.Voodoo Child (Slight Return)-The Jimi Hendrix Experience (Steve Winwood-ออร์แกน)

 

ออร์แกนของสตีฟ วินวู้ดเป็นผงชูรสเข้มข้นที่เหยาะลงไปบนเสียงกีต้าร์ร้อนแรงยอกย้อนบนบทเพลงเอกของราชากีต้าร์ไฟฟ้าที่ไม่มีใครแย่งบัลลังก์ได้คนนี้ หลายคนคงไม่รู้ว่าสตีฟเล่นในเพลงนี้ด้วย เขาเพิ่งนำเพลงนี้มาเล่นกับแคลปตันในคอนเสิร์ตเมื่อไม่นานมานี้ (อยู่ในอัลบั้มแสดงสดชุดใหม่ของทั้งสองที่เพิ่งออกมาด้วย)

 

Guest Power=75/100

 

หาฟังได้ใน The Jimi Hendrix Experience-Electric Ladyland

 

เปียโนยามเช้า

 

9.Morning Has Broken-Cat Stevens (Rick Wakeman-เปียโน)

 

 

ไม่ใช่ว่าริค เวคแมนราชาคีย์บอร์ดแห่ง Yes จะเก่งแค่การเล่นซินธ์เฟี้ยวฟ้าวหวือหวา แต่ในสไตล์ piano painting นี้เขาก็ทำได้สุดยอด ถ้าขาดสิ่งนี้ไปเพลงงามๆของป๋าแคทก็คงไม่เพราะเท่านี้แน่ครับ และอย่าลืมติดตามผลงานของเขา (ริค)ใน Hunky Dory อัลบั้มคลาสสิกในยุคต้น 70’sของ เดวิดโบวี่ด้วย

 

Guest Power=77/100

 

หาฟังได้ใน Cat Stevens-Teaser and the Firecat

 

สาวจีนในเท็กซัส

 

8.China Girl-David Bowie (Stevie Ray Vaughan-กีต้าร์)

 

 

นามของเขาคือ สตีวี่ เรย์ วอห์น โคตรเซียนกีต้าร์บลูส์จากเท็กซัส ที่โบวี่ไปเห็นฝีมือด้วยตาตัวเองและเชิญมาเล่นทั้งอัลบั้ม Let's Dance งานกีต้าร์ของวอห์นเข้ากับเพลงเต้นรำในอัลบั้มนี้อย่างไม่น่าเชื่อ และมันก็ฟังดูดีกว่าในงานเดี่ยวของเขาเสียอีก อาจเป็นเพราะเขาต้องทำให้มันรวบรัดกระชับความมากกว่า ไม่เหมือนงานในนามตนเองที่จะโซโล่หูดับตับไหม้อย่างไรก็ไม่มีใครว่า และขอบ่นเสียดายตรงนี้อีกเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่ได้จำแล้วว่า เสียดาย...ที่วอห์นไม่ได้มาเมืองไทยกับโบวี่ในทัวร์ครั้งนั้นเพราะตกลงกันเรื่องเงินๆทองๆไม่ได้ (บางกระแสก็บอกว่าเป็นเรื่องของการเป็นห่วงงานส่วนตัวกับวง Double Trouble)  

 

Guest Power=80/100

 

 

หาฟังได้ใน David Bowie-Let’s Dance

 

โซโลจากปรมาจารย์

 

7.Just The Way You Are-Billy Joel (Phil Woods-อัลโต้แซ็กโซโฟน)

 

 

เอาน่า แม้จะโหลไปหน่อย แต่ก็ต้องยอมรับว่าท่อนโซโลอัลโตแซ็กของ ฟิล วู้ดส์ในเพลงนี้นั้นช่างเป็นperformance ที่ประเสริฐเหนือคำบรรยายใดๆไม่ว่าจะเป็นภาษาไหน มันเป็นการโซโลที่ไม่ยาว แต่ทุกวินาทีมีเนื้อหาและความไพเราะรวมทั้งอารมณ์ที่ยิ่งกว่าสมบูรณ์แบบ ว่ากันว่ามือแซ็กประจำวงของโจลไม่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำ ใจอะไรเลยที่โจลเชิญวู้ดส์มาเล่น เพราะเขาคิดว่า วู้ดส์นั้นอยู่เหนือการเปรียบเทียบกับเขาอยู่แล้วในยุคนั้น ประมาณว่าเป็นมวยคนละน้ำหนัก... (ไมเคิล เบร็กเกอร์ก็ทำไว้ได้ดีมากๆเช่นกันในการโซโลเพลงนี้ในเวอร์ชั่นของเจ๊ ไดอาน่า คอสเตลโล)

 

Guest Power=90/100

 

หาฟังได้ใน Billy Joel-The Stranger

 

หนูไม่เคยลืมพ่อ

 

6.Unforgettable-Natalie Cole (Nat King Cole-ร้องคู่)

 

ประเพณีของการนำเสียงร้องของผู้ล่วงลับไปแล้วมาร้องคู่อีกครั้งไม่ได้เริ่มครั้งแรกในปี 1991 นี้ แต่ไม่มีครั้งไหนที่ทำได้น่าจดจำและ... ลืมไม่ลง เท่าการที่ Natalie ร้องคู่กับ Nat ในเพลง Unforgettable นี้ จากการประพันธ์ของ Irving Gordon ต้นฉบับนั้น Cole ผู้พ่อขับร้องด้วยเสียงหวานทุ้มลึกไม่มีใครเหมือนของเขาเอาไว้ตั้งแต่ปี 1951 เสน่ห์ของการร้องคู่เทียมๆนี้คือความเป็นธรรมชาติและอารมณ์ซาบซึ้งที่สร้างความประทับใจทั้งๆที่ผู้ฟังแทบทุกคนรู้ว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นจริง เพราะ Cole ผู้พ่อเสียชีวิตไปตั้งแต่ปี  1965 (พ.ศ. ๒๕๐๘)

 

Guest Power=90/100

 

หาฟังได้ใน Natalie Cole-Unforgettable….with Love

 

เห่าหอนเพื่อเอ็มทีวี

 

5. Money For Nothing-Dire Straits (Sting-หอน+ร้องประสาน+ร้อง)

 

ถึงแม้ยอดชายนายสติงจะไม่มาหอนวู้ๆในเพลงดังเพลงนี้ของบักมาร์ค นอฟเลอร์และวงของเขา มันก็คงจะดังอยู่ดีนั่นแหละ เพราะของเขาแรงจริงๆทั้งเพลงและวิดีโอ แต่ใครเล่าจะมาทำเสียง I want my...MTV ตอนอินโทรได้เข้มขลังมลังเมลืองและไม่ชวนขำเสียก่อนเหมือนกับที่นายกอร์ดอน ซัมเมอร์สผู้นี้ทำไว้?

 

 

Guest Power=92/100

 

หาฟังได้ใน Dire Straits-Brothers In Arms

 

คืนวันดวล

 

4.Layla-Derek and the Dominos (Duane Allman-สไลด์กีต้าร์)

 

 ถ้าฟังไม่ผิดชื่อของมือสไลด์จากวง The Allman Brothers คนนี้น่าจะออกเสียงว่า "ดู-เว่น" แต่เราก็ติดแล้วที่จะเรียกเขาว่า "ดวน" และงาน Layla นี้ก็เป็นเรื่องของการ"ดวล" กีต้าร์ระหว่างเขากับแคลปตันแทบทั้งอัลบั้ม โดยเฉพาะท่อนสุดท้ายของ Layla การประชันเสียงกีต้าร์ของทั้งสองเทพไม่ต่างอะไรกับจอมยุทธที่วาดลวดลายเพลงกระบี่ใส่กันบนปุยเมฆให้เราเห็นเป็นบุญตา น่าเสียดายยิ่งนักที่ดวนประสบอุบัติเหตุทางมอเตอร์ไซด์เสียชีวิตหลังจากอัลบั้มนี้ไม่นาน การร่วมงานของทั้งสองเทพจึงยุติลงแค่นี้

 

 

Guest Power=95/100

 

หาฟังได้ใน Derek and the Dominos-Layla and other Assorted Love Songs

 

 It doesn't matter who's wrong or who's right?

 

3.Beat It-Michael Jackson (Eddie Van Halen-โซโลกีต้าร์)

 

ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์หลายสาขาลงความเห็นกันแล้วว่าแผนการแสดงคอนเสิร์ท 50 รอบในลอนดอนของไมเคิลในช่วงกลางปีนี้ (2009) นั้น แม้จะเป็นนักดนตรีโอลิมปิกฟิตๆก็ยังไม่น่าจะเอาชีวิตรอดได้ นับประสาอะไรกับชายวัย 50 กว่าๆที่เปราะบางยิ่งกว่าปีกแมลงปออย่างอดีตราชาแห่งป๊อบผูี้นี้ เขาจะมูนวอล์ค หมุนตัว กุมเป้าได้น่ารักน่าชังเหมือนเดิมหรือไม่ หรือจะไปไม่รอดแค่เวทีแรก ก็ยังเป็นที่น่าสงสัย รวมทั้งแกจะเชิญใครมาเล่นโซโลในเพลง Beat It นี้ ที่เอ็ดดี้ แวน แฮเลน เล่นไว้ได้อย่างสุดยอด ยุคสมัยนั้นม้นยากที่จะจินตนาการว่าเสียงโซโลแบบเมทัลจ๋าๆจะไปกับแบล็คมิวสิกได้ยังไง แต่เอ็ดก็ทำได้ เหนืออื่นใดคือความพอดีและลงตัวที่ไม่เกินหน้าเจ้าของเพลง แต่ก็ใส่ความเป็นตัวเองเข้าไปเต็มเหนี่ยว

 

Guest Power=95/100

 

หาฟังได้ใน Michael Jackson-Thriller

 

จิ๊กโก๋*คอยเพื่อน (*อาจอกหัก)

 

2.Waiting On A Friend - The Rolling Stones (Sonny Rollins-เทเนอร์แซ็กโซโฟน)

 

 

จะว่าไปซันนี่ โรลลินส์นั้นคือพระเจ้าองค์หนึ่งแห่งเทเนอร์แซ็ก (ในตอนนั้น และจวบจนในทุกวันนี้) อยู่ดีๆใครจะคิดว่าเขาจะสนใจมาให้เสียงในเพลงริธึ่มแอนด์บลูส์ที่น่ารักแบบดิบๆของพวกหินกลิ้ง performance ของรอลลินส์ในเพลงนี้ต้องเรียกว่าเขาใส่ไม่ยั้งมือไม่มีออม น่าประหลาดที่มันเข้ากับเพลงจิ๊กโก๋คอยเพื่อนเพลงนี้ได้ดิบดี ในการแสดงของสโตนส์ในช่วงปีหลังๆจะใช้บริการของ Joshua Redman นักแซ็กรุ่นเกือบใหม่ที่พยายามจะเดินตามรอยรอลลินส์อยู่ในการโซโลเพลง Waiting On A Friend นี้

 

Guest Power=97/100

 

หาฟังได้ใน  The Rolling Stones-Tattoo You

 

ครวญกีต้าร์นี้เพื่อเพื่อนรัก

 

 

1.While My Guitar Gently Weeps-The Beatles (Eric Clapton-กีต้าร์)

 

จอร์จ แฮริสัน เต่าทองผู้เงียบขรึม(ที่สุด) รู้ดีว่าเพลงนี้ของเขามีดีพอที่จะเป็นเพลงของ Beatles ในอัลบั้มใหม่ที่กำลังทำกันอยู่นี้ได้ แต่ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เขานำเพลงนี้มาเล่นกับเพื่อนทั้งสามในห้องอัด ผลที่ได้กลับกลายเป็นงานดนตรีที่เคว้งคว้างไร้จุดหมายและเหนื่อยล้า จอร์จจึงมีไอเดียจะเชิญแคลปตันที่เป็นเพื่อนสนิทของเขามาเป็นยาถอนพิษร้ายในเพลงนี้ แคลปตันในตอนแรกก็หวาดๆ เพราะเป็นที่รู้กันว่าโดยทั่วไปเต่าทองจะไม่เชิญคนนอกเข้ามาจุ้นจ้านในการบันทึกเสียงเด็ดขาด โดยเฉพาะมือกีต้าร์ แต่จอร์จก็ยืนยันว่านี่เป็นเพลงของเขา ถ้าเขาต้องการมันก็ต้องเป็นไปตามนั้น การเข้ามาของแคลปตันทำให้อีกสามเต่าทองรู้สึกละอายใจที่จะเล่นดนตรีแบบซังกะตาย จอร์จคิดถูก มันทำให้ While My Guitar Gently Weeps เป็นเพลงที่โดดเด่นที่สุดเพลงหนึ่งใน White Album อย่างไม่มีใครกล้าเถียง แคลปตันไม่ได้เครดิตใดๆในเพลงนี้เป็นลายลักษณ์อักษร และเขายังพยายามแต่งเสียงให้กีต้าร์ของเขามีสุ้มเสียงต่างไปจากเดิมอีกด้วย ทำตัวน่ารักอย่างนี้ มิน่าจอร์จถึงยกเมียให้ตั้งคนหนึ่ง

 

Guest Power=100/100

 

หาฟังได้ใน The Beatles-The Beatles (White Album) และฟังแคลปตันถอดวิญญาณเล่นอุทิศให้จอร์จอีกครั้งใน Concert For George

 

edit @ 18 Nov 2009 14:49:31 by winston

Bob Dylan Together Through Life (2009)***1/2

posted on 18 Nov 2009 14:34 by drwinston  in cdreview


Produced By Jack Frost
Genre: Chicago Blues, Country, Mexican Folk


Disc one
ทุกเพลงแต่งโดย  Bob Dylan และ  Robert Hunter เว้นแต่ที่ระบุไว้


1. "Beyond Here Lies Nothin'" – 3:51
2. "Life Is Hard" – 3:39
3. "My Wife's Home Town" (Willie Dixon/Dylan/Hunter) – 4:15
4. "If You Ever Go to Houston" – 5:49
5. "Forgetful Heart" – 3:42
6. "Jolene" – 3:51
7. "This Dream of You" (Dylan) – 5:54
8. "Shake Shake Mama" – 3:37
9. "I Feel a Change Comin' On" – 5:25
10. "It's All Good" – 5:28


ไม่ว่าคุณจะคิดว่าหนุ่มใหญ่วัย 68 คนนี้จะเป็นกวีที่ทำเพลงได้เยี่ยมที่สุดหรือเป็นร็อคสตาร์ที่เขียนเนื้อเพลงได้ดุจกวีเอก ก็ต้องยอมรับว่าบ๊อบ ดีแลนคือตำนานของอเมริกันไปแล้ว Together Through Life คืออัลบั้มที่ 33 ของป๋า และแม้จะทิ้งช่วงจากอัลบั้มก่อนหน้านี้ Modern Times ถึงสามปี ก็ยังต้องเรียกว่างานนี้ออกมาอย่างรวดเร็วเกินกว่าใครจะคาดหมาย... แม้แต่ Columbia Records และตัวป๋าเอง

ป๋าและลูกทีมเข้าห้องอัดกันเพื่อทำเพลงประกอบหนังเรื่อง My Own Love Song ที่ยังอยู่ในช่วงถ่ายทำอยู่เลย แต่ป๋าทำเพลงเสร็จรอไว้แล้ว นั่นคือบัลลาดเหงาหงอย Life Is Hard แต่ด้วยอารมณ์ที่ผ่อนคลายสบายๆ ป๋าเลยติดลม ทำเพลงต่ออีกอย่างรวดเร็ว 9 เพลงรวด จนได้มาเป็นอัลบั้ม Together Through Life โดยพลัน

ป๋าทำงานในอัลบั้มนี้แบบหนุกๆเอามันส์ไม่เครียด หลังจากทำงานอลังการมาแล้วใน Modern Times แต่ชุดนี้ป๋ามาแบบติดดิน ดนตรีฟังเพลินๆเหมือนซ้อมกันเงียบๆในโรงหนังเก่าๆหรืออาจจะเป็นในบาร์ชายแดนเม็กซิกันตอนย่ำค่ำที่ยังไม่ค่อยมีแขก เสียงแอคคอร์เดียนจากฝีมือของ David Hidalgo แห่ง Los Lobos โดดเด่นตลอดอัลบั้ม และยังได้มือกีต้าร์คนโปรดของผมจาก The Heartbreakers ของ Tom Petty : Mike Campbell มาตอดริฟฟ์และโซโลสวยๆ (เขาเป็นมือกีต้าร์ที่มีเลือกตัวโน้ตได้เพราะพริ้งเสมอมา) เมื่อนำมาผสมกับลูกวงในทัวร์ที่ไม่เคยจบสิ้นของป๋าจึงให้เสียงดนตรีที่เฉียบขาดและกลมกล่อมด้วยฝีมือล้วนๆ

ป๋าแต่งเพลงในอัลบั้มร่วมกับ Robert Hunter แห่ง Grateful Dead เป็นส่วนใหญ่ เป็นเวลาหลายปีแล้วที่ป๋าไม่ได้เขียนเพลงร่วมกับชาวบ้านแบบนี้ นั่นอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เนื้อเพลงใน TTL ดูเบาหวิวไม่ค่อยมีอะไรคมคายในแบบที่จะเอาไปเล่าต่อให้เพื่อนฟังได้เท่ๆแบบในอัลบั้มก่อนๆ อย่างไรก็ตาม มันก็อาจจะเป็นความจงใจของป๋าก็ได้ ที่อยากจะให้โทนของอัลบั้มออกมาอย่างนี้

ป๋าดีแลนนั้นหลุดพ้นจากกรอบของเทรนด์ใดๆมานานแล้ว ดนตรีของป๋าไม่เคยต้องอิงความนิยมอะไรทั้งสิ้น และงานชิ้นนี้ตามคำบอกเล่าของป๋าเองก็เป็นความพยายามทำให้ซาวดน์ออกมาเหมือนการบันทึกเสียงของ Chess และ Sun Records ในยุค 50’s และ 60’s เสียงร้องของป๋าเคยแหบและกวนประสาทอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น แต่ก็ต้องใช้สุภาษิตลางเนื้อชอบลางยาสำหรับเสียงของป๋า เพราะขณะที่นักฟังส่วนหนึ่งทำหน้าเหยเกทุกครั้งที่ได้ยินเสียงของท่านป๋าแต่แฟนๆอีกฟากกลับยกให้นี่เป็นหนึ่งในนักร้องที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่โลกเคยมีมา ส่วนตัวอยากจะบอกว่า ถ้ามีโอกาสให้ท่านร้องเพลงของป๋าในคาราโอเกะเถิดครับ โอกาสเกิดมีสูงแน่!

ทุกคนเห็นพ้องกันว่ายุคสุดคลาสสิกของป๋านั้นอยู่ในยุค 60’s ที่ความคิดสร้างสรรค์และพลังของแกอยู่ในขั้นฟัดกับ The Beatles ได้ แต่หลังจากนั้นงานของป๋าก็ทรงๆทรุดๆจนไม่มีใครคาดหวังอะไรกับแกนักแล้ว จนกระทั่งการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ใน Time Out Of Mind และตามมาด้วย ‘Love And Theft’ และ Modern Times ที่กู้ชื่อเสียงของป๋ากลับมาได้อย่างเต็มภาคภูมิ แต่ทั้งสามอัลบั้มนั้นก็มีแนวทางที่ต่างกันอยู่พอสมควร และมันก็ต่างจาก TTL

Together Through Life คืออัลบั้มที่เต็มไปด้วยความรัก ทั้งในแง่ ความสุข ความสูญเสีย ความหวัง และความปวดร้าว

ป๋าเปิดอัลบั้มอย่างสุดโจ๊ะ(ขออภัยที่ต้องใช้คำวิเศษณ์เชยๆ เพราะมันเหมาะจริงๆ) Beyond Here Lies Nothing**** เพลงรักของจิ๊กโก๋วัยดึก ที่ยืนยันกับสาวของเขาว่า ไม่มีอะไรทำให้เขามีความสุขไปกว่าการอยู่กับเธออีกแล้ว กลอง แอคคอร์เดียน และกีต้าร์ วาดลวดลายกันในจังหวะคล้ายคลึงกับ All Your Love ของ John Mayall ขณะที่ทำนองไปทาง Unchained My Heart ของ Ray Charles หรือคุณอาจจะคิดถึงเพลงบลูส์เก๋าๆพวกนี้ได้อีกเป็นร้อย เพราะเพลงแนวนี้ก็ไม่ค่อยหนีกันเท่าไหร่ และจะว่าไป...ป๋าก็ขึ้นชื่ออยู่แล้วในด้านเขียนทำนองคล้ายๆเพลงชาวบ้าน (ก็บอกแล้วว่าแกเป็นกวี)

 Life Is Hard*** คงต้องรอดูว่าผู้กำกับจะทำหนังประกอบเพลงนี้ได้ดีแค่ไหน! แต่นี่เป็นบัลลาดที่คร่ำครวญถึงความปวดร้าวในชีวิตที่ปราศจากคนรัก ดนตรีงดงามละเมียด

 My Wife’s Hometown*** บลูส์แบบ Willie Dixon ที่ป๋าคงไม่อยากมีปัญหาด้านลิขสิทธิ์มากเลยใส่ชื่อ Dixon เป็นเครดิตผู้แต่งเพลงด้วยเสียเลย เสียงร้องทรมานใจมนุษย์ของป๋าเข้มข้นขึ้น แต่ฟังๆไปก็มีฮา เมื่อพบว่าชื่อของเมืองบ้านเกิดของภรรยาของป๋าก็ไม่ใช่อื่นไกล : hell

ฟังมาสามเพลงก็พอจะคาดได้แล้วว่างานนี้ไม่มีอะไรแปลกใหม่ด้านดนตรีแน่นอน แต่ใน If You Ever Go To Houston***1/2 ดนตรีกลับฉีกแนวออกไป ป๋าเล่าเรื่องเกี่ยวกับความรักที่สูญหาย แอคคอร์เดียนนำทางอย่างโดดเด่น

This Dream Of You ****เป็นเพลงรักอีกเพลงในอัลบั้มที่ฟังดูดีกว่า Life Is Hard ป๋าบอกว่าเพลงนี้พยายามแต่งในแบบ Doc Pomus ถ้าเพลงนี้มีมิวสิกวิดีโออาจไม่ต้องมีอะไรมากกว่าป๋านั่งซดวิสกี้ในซาลูนเก่าๆอย่างบ้าคลั่งด้วยความอกหักในรัก ป๋าร้องเพลงนี้ได้ปวดร้าวสุดๆครับ  เพลงเดียวในอัลบั้มที่ป๋าฉายเดี่ยวในการแต่ง

Shake Your Mama*** เป็น fast blues ที่เหมือนพยายามจะ sexy ก็แก้ง่วงได้เหมือนกัน

 I Feel A Change Comin’ On**** เดี๋ยวนี้พอเพลงมีคำว่า change เข้ามาเกี่ยวก็จะพาลคิดไปเองว่าพูดถึง Obama แต่เพลงนี้ไม่ใช่หรอกครับ ก็เป็นเพลงรักอีกเหมือนกัน (แม้ว่าป๋าเองก็เป็นหนี่งในศิลปินที่ชื่นชมโอบ่าม่าออกนอกหน้า)  เยี่ยมทั้งทำนองและเนื้อหาที่นานๆจะได้เห็นดีแลนจีบสาวแบบเว้ากันซื่อๆ "If you wanna live easy/Baby, pack your clothes with mine." แฟนๆของ If Not For You คงจะชอบ และผมคิดว่าถ้าจะเปิดอัลบั้มนี้ทางวิทยุเมืองไทยก็น่าจะเลือกเพลงนี้นะ

ก่อนที่จะมีนักวิจารณ์ผู้ชาญฉลาดออกมาปรามาสว่าป๋าหมดน้ำยาในการเขียนเพลงระดับคลาสสิกแล้ว ป๋าก็แปะเพลง สุดท้ายของอัลบั้มด้วย  It’s All Good ****ที่เหมือนทุกคนในวงพร้อมใจกันอมฮอลล์รสซ่าหรือฉีดยากระตุ้นประสาทเข้าเส้น มันคือ Desolation Row แห่งยุค 2000’s ด้วยการเขียนเนื้อเพลงแบบดีแลนแท้ๆ (ในแบบหนึ่ง...)  นั่นหมายความว่า บางทีสิ่งที่ดีแลนเล่าขาน--เขากำลังหมายความในแบบตรงข้ามโดยสิ้นเชิง

ในการให้สัมภาษณ์เร็วๆนี้ ถามว่าป๋าคิดว่าอัลบั้มใหม่ของป๋าเป็นไงในความเห็นของป๋าเอง
ผมคิดว่าแฟนๆของผมน่าจะชอบมัน นอกจากนั้นผมก็ไม่รู้เหมือนกัน


อัลบั้มนี้เป็นแผ่นแรกในรอบ39ปีของป๋าที่ขึ้นอันดับ 1 ในอังกฤษ....

หมายเหตุ. ในเวอร์ชั่นพิเศษของอัลบั้มนี้จะมีดีวีดีบทสัมภาษณ์ของป๋าเอง และซีดีอีกแผ่นที่เป็นบันทึกจากรายการ Theme Time Radio Hour ที่ป๋าเป็นดีเจเอง โดยแต่ละครั้งป๋าจะเปิดเพลงที่มีเนื้อหาเป็น theme เดียวกัน ในแผ่นที่แถมมาให้นี้เป็นใน theme Friends & Neighbors ต้องยอมรับว่าป๋าจัดเพลงได้เก่งไม่แพ้แต่งเพลงเลย! (ไม่น่าแปลกใจที่หลายคนอาจจะชอบแผ่นแถมนี้มากกว่า!)

Disc two
Theme Time Radio Hour: Friends & Neighbors


1. "Howdy Neighbor" (J. Morris) – Porter Wagoner & The Wagonmasters
2. "Don't Take Everybody to Be Your Friend" (M.Gabler/R. Tharpe) – Sister Rosetta Tharpe
3. "Diamonds Are a Girl's Best Friend" (L. Robin/J. Styne) – T-Bone Burnett
4. "La Valse de Amitie" (O. Guidry) – Doc Guidry
5. "Make Friends" (E. Mcgraw) – Moon Mulligan
6. "My Next Door Neighbor" (J. McCain) – Jerry McCain
7. "Let's Invite Them Over" (O. Wheeler) – George Jones & Melba Montgomery
8. "My Friends" (C. Burnett/S. Ling) – Howlin' Wolf
9. "Last Night" (W. Jones) – Little Walter
10. "You've Got a Friend" (C. King) – Carole King
11. "Bad Neighborhood" (Caronna/M. Rebennack) – Ronnie & The Delinquents
12. "Neighbours" (M. Jagger/K. Richards) – The Rolling Stones
13. "Too Many Parties and Too Many Pals" (B. Rose/M. Dixon/R. Henderson) – Hank Williams
14. "Why Can't We Be Friends" (S. Allen/H. Brown/M. Dickerson/J. Goldstein/L. Jordan /C. Miller/H. Scott/L. Oskar) – War

 

edit @ 18 Nov 2009 14:39:38 by winston

edit @ 18 Nov 2009 14:40:45 by winston